About me

The Blog Journey Begins

ก่อนอื่นต้องขอแนะนำตัวก่อน ชื่อเล่นชื่อ รินค่ะ ชื่อจริง “รพีพรรณ” บวกกับนามสุกลฝรั่งที่ได้มาเมื่อ 18 ปีก่อน “มิงค์เลอร์” เลยกลายเป็นฝรั่งโดยฉับผลัน เมื่อทุกคนอ่านชื่อและนามสกุลพร้อมกันและต้องหันมามองหน้า up and down บางครั้งติดตลกไม่ต้องรอให้เค้าสงสัยและถามก็จะบอกเค้าว่า “เป็นลูกครึ่งค่ะ” :))

ตอนเด็กๆก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นลูกครึ่งนั้น เราเป็นลูกหลานคนจีน อากงอาม่า มาจากเมืองจีน โตขึ้นมาด้วยวัฒนธรรมไทย จีน ลุงป้าน้าอา เราไม่มี เรามีแต่ อาแปะ อากู๋ อาอี๊ อาอึ่ม อาเจ๊ก ทุกวันนี้ยังงงอยู่ว่าเราเรียกสรพพนามของญาติผิดเรียกถูกรึเปล่า ถ้าเรียกผิด ป๋า (พ่อ) ก็จะดุและต้องเรียกใหม่ ป๋ากับแม่ส่งไปโรงเรียนคอนแวนต์ตั้งแต่อนุบาล ผู้หญิงล้วน ต้องบอกว่าสำเนียงและการเรียนรู้ภาษาอังกฤษนั้นมาจากที่นี่จริงๆ จบ ป.6 ป๋ากับแม่จับอิฉันไปอยู่โรงเรียน บดินทร์เดชา สหศึกษารวมชายหญิง เพราะกลัวว่าจะเข้าสังคมกับผู้ชายไม่เป็น Hmmmm……. อ่ะค่ะ อยู่ไปปีแรก ผู้ชายคิดว่าอิฉันเป็นทอม เพราะจากที่เคยไว้ผมยาว ถักเปียสองข้างงามงดเช่นพจมาน ตอนนี้ผมสั้นเท่าติ่งหู ตัวสูงๆเก้ๆกังๆ ประมาณว่าตัดผมสั้นปุ๊ปจากสาวๆใสๆหน้าเหมือนพ่อขึ้นมาทันที! (วาดภาพตามถูกใช่มั๊ยค่ะ) แต่เป็นชีวิตวัยเด็กที่สนุกเพราะมีเพื่อนหลากหลาย รู้จักคนมากขึ้น รวมไปทั้งรู้จักคบคนมากขึ้นด้วย วันนึงป๋ากับแม่บอกว่าจะไปซื้อ ทาวเฮาส์ แถวเอแบค เพราะถ้าเธอเอนทรานซ์ไม่ติด ก็ไปเอแบคน่ะ เหมือนกับ ป๋าและแม่มี ซิกเซนส์ ที่รู้ว่าลูกสาวคนเดียวนั้น (ลืมบอกเรามีพี่ชายคนน้องชายคน เราสวยที่สุดในบ้าน) จะเอนซ์ไม่ติดคนเดียวในบ้าน “GPA สูงๆและการเอนทราซ์ติดไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต คำกล่าวของรินต่อป๋าและแม่ 555” แต่ก็จบเอแบคมาได้น่ะค่ะ แถมสมัครงาน 10 ที่ติดมัน 9 ที่ ที่ไม่ติดเพราะคนสัมภาษณ์ ดันดูรูปเราและบอกว่ารูปสมัครไม่เหมือนตัวจริง รูปดูดีกว่า เราเลยยิ้มและแนะนำพี่เค้าให้ไปถ่ายร้านเดียวกับเรา :)) ซึ่งก็เป็นบริษัทเดียวที่ไม่เคยโทรเรียกให้เราไปทำงาน 555 คือมารยาทในการสัมภาษณ์งานเน้อ ใครจะหน้าตาสวยไม่สวย  รูปลักษณ์ ยังไง น่าจะพิสูจน์ที่ผลงานดีกว่ามั๊ย อย่าเอารูปลักษณ์มาว่ามาเหน็บกัน เรียนใกล้จะจบ ก็เจอเทพบุตรตาน้ำข้าว ทำงานได้สองสามปีเป็น Merchandiser รองเท้ากับเจ้านายสุดฮิบและคูลที่สุดตลอดกาล อิฉันก็ตกลงปลงใจเข้าเรือนหอ ตอนนี้ลูกชายคนโต 17 ปี และลูกชายคนเล็ก 14 ปี แล้วค่ะ

รินเป็นเจ้าของสปา ชื่อ แบมบู สปา อยู่ในหมู่บ้านนิชดาธานี ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีชาวต่างชาติอยู่มากที่สุดในเอเชีย ด้วยความสามีเป็นฝรั่งและเค้าอยากให้ลูกเข้าโรงเรียนอินเตอร์ และโรงเรียนนี้ก็อยู่ในหมู่บ้าน พวกเราจึงซื้อบ้านและอพยพย้ายจากในเมืองสู่ชานเมือง อยู่ไปสักสองสามปี เกิดอยากทำงานจึงคุยกับสามีว่า เราน่าจะเปิดสปาในหมู่บ้าน เพราะหมู่บ้านนี้มีทุกร้านแล้วยกเว้น สปา และทำเลเช่นนี้ ลูกค้าต่างชาติแบบนี้ ธุรกิจน่าจะไปได้สวย ซึ่งนับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ร้านของรินเปิดมา 12 ปี ถ้วนแล้วค่ะ เริ่มจากพื้นที่โล่งๆ จ้างอินทีเรียและ Spa Consultant มาออกแบบ และไปเรียน Spa Management ที่ชีวาศรม เพื่อให้รู้จักการบริหารจัดการสปาว่าเป็นอย่างไร วาดฝันสวยงามมากเป็นเจ้าของสปา จะนวด จะขัด ให้ผิวใสตลอดเวลา แต่มันไม่ใช่อย่างที่คิด ธุรกิจสปาก็เหมือนทุกธุรกิจ มีปัญหาก็แก้ปัญหากันไป เรียนรู้กันไปเป็นประสบการณ์

อยู่ในหมู่บ้านนิชดามา 16 ปี ทำงานไปด้วย วิ่งรับส่งลูกไปด้วย ยิ่งลูกเป็นนักกีฬาทั้งสองคน เล่นกันทุกกีฬา ทุกซีซั่น แต่ชอบที่สุดคือเบสบอล ก็กระเตงกันไปแข่งทั่วสารทิศ จนวันนึงไปแข่งที่ออสเตเรีย และมีแมวมองมาให้นามบัตร และเริ่มเรียนรู้ว่ากีฬาเบสบอลนั้น มันจะเริ่มตันสำหรับลูกเราแล้วในเอเชีย เพราะแข่งกันมาหมดทุกที่แล้ว เราสี่คนพ่อแม่ลูก จึงคุยกันว่า ถ้าตั้งใจอยากจะเป็นนักเบสบอลหรือไปเล่นเบสบอลในมหาลัยอย่างจริงจัง พ่อกับแม่ก็จะหาทางขยับขยายและย้ายสัมโนครัวไปอยู่อเมริกาให้ จากที่คุยกันไม่เกินสองปี เราก็แลนด์มาอยู่ รัฐนิวแฮมเชียร์ ประเทศอเมริกากันค่ะ

มาเริ่มต้นในต่างแดนในวัย 40 นิดๆ และยังคงทำธุรกิจสปาและบริหารทางไกล (ยากสุดๆ) อยู่ไปสักพักนอกจากงานบ้าน ปัด กวาด เช็ด ถู ล้างห้องน้ำ ซักผ้า พับผ้า ทำกับข้าว ช้อปปิ้ง ก็เริ่มเกิดอาการเบื่อ ไม่รู้จะทำอะไรดี เลยคิดว่าเขียนประสบการณ์ตัวเองลง Blog ดีกว่า เลยเป็นที่มาของ Blog นี้ อย่างไรติดตามกันน่ะค่ะ

 

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published.