About me

My Covid Experience

ถ้าถามรินว่ากลัวโควิดมั๊ย ตอบได้เลยว่ากลัว แต่กลัวขนาดที่จะไม่ใช้ชีวิตปรกติเลยมั๊ย คงตอบว่าไม่เพราะสุดท้ายชีวิตต้องดำเนินต่อไป เราต้องคิดว่าเราจะอยู่ร่วมกับโควิดอย่างปลอดภัยและรู้จักรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและต่อสังคมได้อย่างไร

 

รินเป็นคนนึงที่ติดโควิดในอเมริกาค่ะ สิ่งแรกที่คิดถึงเลยคือคิดถึงหมอ พยาบาลและโรงพยาบาลที่เมืองไทย คิดถึงการรักษาที่เมืองไทย อาจจะเป็นเพราะเราไม่ได้เกิดและเติบโตที่นี่ ดังนั้นวัฒนธรรมในการหาหมอนั้นอาจจะแตกต่างกับบ้านเรา ครั้งแรกที่ไม่สบาย ย้อนไปช่วง Lock down ใหม่ๆในรัฐ New Hampshire กลางเดือนมีนาคม 2020 เริ่มจากลูกชายคนโตไม่สบาย อ่อนแรง ไข้ขึ้นสูง ท้องเสีย เด็กตัวโตๆนี่จะเข้าห้องน้ำยังต้องหิ้วปีกกันไป เค้าเดินไม่ไหวจริงๆ ใจรินคิดว่าแจ๊คพ๊อตเจอโควิดแน่ๆ เลยรีบพาไปหาหมอที่ Urgent Care Clinic (นึกภาพแบบบ้านเรามีคลินิคหมอตามหน้าปากซอย หรือคลินิคในอำเภอ อะไรประมาณนั้นค่ะ) ปรกติเราจะต้องมี Primary Care Physician หรือหมอส่วนตัว หรือ Family Doctor คือไม่สบายมีอะไรต้องปรึกษาหมอส่วนตัวก่อนแล้วเค้าจะส่งหรือ refer ให้เราไปหาหมอเฉพาะทางอีกที (ยุ่งยากและจะนัดทีก็ลำบาก)  ดังนั้นตอนที่ไม่สบายโควิดเริ่มระบาด ครอบครัวเราไม่มีหมอส่วนตัว โทรไปที่ไหนหมอก็ไม่รับคนไข้ใหม่เพิ่ม ทางออกเดียวคือ Urgent Care Clinic ซึ่งก่อนตรวจจ่ายเงินก่อนค่ะ ไม่มีประกันก็ $150 ล่วงหน้า ไม่จ่ายก่อนก็ไม่ต้องตรวจ ลูกๆและรินมีประกันที่ไม่คุ้มครอง out patient หรือผู้ป่วยนอก ดังนั้นควักจ่ายเองค่ะ ช่วงนั้นต้องขับรถไปตรงที่จอดรถ หมอและพยาบาลจะออกมาตรวจข้างๆคลินิค เป็นครั้งแรกที่พวกเราใส่ Mask กันหมด หมอบอกว่าทางคลินิคไม่มีที่เทสโควิด ถ้าจะให้แน่เราต้องไปที่โรงพยาบาลใหญ่ สิ่งที่เค้าตรวจได้ตอนนี้คือ Influenza หรือ ไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเราก็ยอมให้ตรวจ หมอบอกว่าต้องรอผลให้รอในรถสักพักใหญ่ๆเลยน่ะ แต่ไม่เกินห้านาทีหมอรีบวิ่งออกมาที่รถ บอกว่าที่ตรวจผลของน้องขึ้นเร็วมากว่าติดไข้หวัดใหญ่ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าติดโควิดด้วยมั๊ยเพราะทุกอย่างมันใหม่ไปหมดสำหรับการแพทย์ หมอจ่ายยาตัวฆ่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ Tamiflu มาให้ทาน และบอกว่าให้ระวังสมาชิกคนอื่นในบ้านด้วย คืนนั้นได้เรื่องทั้งบ้านค่ะ ลูกชายคนเล็กอาการเดียวกัน เปลี้ย อ่อนแรง ไข้ขึ้นสูง และต่อด้วยสามี คืนนั้นรินยังชิว ล้างรถลูกเก็บของ ฉีดสเปรย์ฆ่าเชื้อทำความสะอาดบ้าน แม่เจ้าตื่นเช้ามา มึนหัว ปวดเนื้อปวดตัว แต่คิดว่าคงติดไข้หวัดใหญ่กันทั้งบ้านไม่ใช่โควิด

 

 

พาลูกเทพไปหาหมอ ครั้งแรกที่ใส่ Mask

 

พ่อต้องเข้าไปจ่ายเงินก่อน หมอค่อยตรวจ

 

New Normal ในการหาหมอในวันที่เมือง Lock down

 

ขณะที่ทุกคนอาการดีขึ้นตามลำดับในหนึ่งอาทิตย์กว่าๆ อาการรินกลับแย่ลง มีอาการหอบ เจ็บหน้าอก พูดออกมานี่หายใจไม่ทัน ปวดหัว ปวดตัว สามีพยายามโทรหาหมอว่ามีใครรับคนไข้ใหม่หรือไม่ ก็หาไม่ได้จนต้องโทรหาหมอแบบออนไลน์ (Virtual Care) ไม่ได้คุยกับหมอแต่คุยกับผู้ช่วยหมอที่เป็นพยาบาล เค้าบอกว่าเจ็บหน้าอกหายใจไม่ออกเมื่อไหร่ให้พารินไปฉุกเฉินทันทีและในที่สุดก็ต้องไปห้องฉุกเฉินค่ะ ไปถึงเค้าให้เราเข้าไปคนเดียวไม่ให้สามีเข้า เพราะตอนนั้นโควิดเป็นอะไรที่น่ากลัวมากและเค้าป้องกันสุดๆไม่ให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในโรงพยาบาลนอกจากคนป่วย โดดเดี่ยวสุดๆ เดินแทบไม่ไหวเค้าก็ให้เราเดินเข้าไปเอง ไม่มีรถเข็นอะไรใดๆทั้งนั้น ต้องเดินไปนั่งรอในห้องวัดความดัน วัดไข้ก่อนซึ่งรอนานมาก คืออยากจะเอนตัวนอนก็ไม่ได้เพราะเป็นเก้าอี้ จะเรียกใครก็ไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ครั้งแรกที่ป่วยในต่างแดนจริงๆ ในที่สุดก็มีนางพยาบาลพาเราเดินเข้าไปในห้องฉุกเฉิน ห้องฉุกเฉินที่โรงพยาบาลนี้จะเป็นห้องแยกมีประตูกระจกหน้าห้อง รอนานมากพยาบาลบอกว่าคนไข้เยอะมากและชุด PPE ยิ่งทำให้ทุกอย่างช้าไปอีกเพราะต้องถอดเข้าถอดออก พยาบาลก็ไม่ชิน หมอก็ไม่ชิน นางพยาบาลที่ดูแลรินมีอายุท่าทางใจดี สอบถามรายละเอียดเราหมด บอกว่าต้องเสียบ IV ไว้ก่อนนะหมออาจจะต้องให้น้ำเกลือและต้องเอาเลือดไปตรวจดูว่ามีเชื้ออะไรมั๊ย ป้าแกหยิบแขนขวารินขึ้นมา รินถามว่า “ยูเอาข้างนี้เหรอ ไม่เอาหมอนรองเหรอ!” ป้าบอกว่าจะเอาอีกข้างเหรอ ได้ๆ ป้าเดินอ้อมมาหยิบแขนซ้ายขึ้นมา แตะๆเส้นเลือดแล้วชีเสียบเลยค่ะ นึกถึงเวลาเราเสียบปลั๊กตู้เย็นอ่ะ แบบเสียบข้าไปเลยไม่มีหมอนรองไม่ช้าๆเนิบๆ แม่เจ้าน้ำตาคลอตาแต่ไม่กล้าร้อง สามีเค้าก็ไล่กลับบ้าน ร้องไห้เดี๋ยวไม่มีใครปลอบ 555 แล้วชีก็ตอบเราว่า “ขอบคุณน่ะที่เอาเส้นเลือดมาด้วยวันนี้ ทำให้ฉันทำงานง่ายขึ้น” ป้าแกมีอารมณ์ขันแต่ตอนนั้นรินไม่ขำด้วยเลย อยู่ๆไปเริ่มหนาวก็ต้องขอผ้าห่ม คือไม่ขอก็ไม่ได้ ไม่มีให้วางไว้บนเตียงเลยเป็นประสบประการณ์ว่าอยู่ต่างแดนไปโรงพยาบาลจะเอาอะไร พูด ขอ เพราะมันไม่เหมือนบ้านเรา พยาบาลผลัดกันเข้ามาตรวจหัวใจกับ x ray ปอด ตรวจหัวใจเสร็จซุปซิปๆได้ความว่าให้หมอดู ใจนี่ตกตาตุ่ม คิดไปต่างๆนาๆหรือว่าจะเป็นโรคหัวใจ หัวใจฉันจะวายหรืออย่างไร หมอที่เข้ามาไม่ใช่หมอหลักแต่เป็นหมอรอง รินไม่แน่ใจว่าเรียกว่าอะไร เข้าใจว่าคนไข้ที่เยอะมากๆในเวลานั้นทุกคนยุ่งหมด ทุกคนแบ่งหน้าที่กันดูคนไข้ หมอคนนึงมีผู้ช่วยกระจายกันไป หมอเข้ามาบอกว่าเป็นปอดอักเสบนะหรือที่เรียกว่านิวโมเนีย (pneumonia) หรือบ้านเราก็ปอดบวม และจ่ายใบยาให้ไปเอายาที่ร้านขายยาเอง คือโรงพยาบาลที่นี่หมอจะเซ็นใบสั่งยาแล้วเราต้องไปซื้อเองค่ะ ใจก็คิดน่ะแล้วฉันเดินไปร้านขายยาแล้วจะเอาเชื้อไปติดใครมั๊ยเนี่ย นี่คืออีกประเด็นที่ทำให้คิดถึงโรงพยาบาลบ้านเรา one stop shopping ไม่ต้องห่วงไปซื้อยา รอยาเอง ตลอดเวลาที่ตรวจร่างกาย เราขอหมอและพยาบาลตลอดว่าขอตรวจโควิดได้มั๊ย หมอบอกว่าอาการเราเช็คได้ทุกช่องในลิสต์เลยว่าเหมือนโควิดแต่วันนี้เราไม่มีไข้ ดังนั้นถ้าอาการไม่ครบจะไม่เทสให้เพราะที่เทสมีจำกัดจริงๆ ต้องเอาไว้ให้คนที่เป็นหนักจริงๆ คุณป้าพยาบาลก็พยายามช่วยนเรานะคะเพราะสภาพเราเนี่ยใจหอบตลอดเวลา แต่ชีก็ช่วยไม่ได้ หมอบอกว่าถึงจะไม่ได้เทสก็ให้สันนิษฐานว่าคุณเป็นโควิดน่ะและกักตัว 14 วัน ห๊า!!! อิฉันถามแบบนี้ก็ได้หรือคุณหมอ สุดท้ายไม่มีแรงจะถามต่อ เค้าไม่แอดมิดเพราะอาการเราไม่หนักพอ (อยู่บ้านเราแอดมิทตั้งแต่เข้ามาแล้ว) สองที่เทสไม่พอ สามอาการนี้สามารถอยู่บ้านระวังตัวเองได้ (ในใบที่หมอยื่นให้ว่าเราออกจากโรงพยาบาลได้ แล้วก็เขียนระบุว่าเราเป็น Mild Covid) ได้เวลากลับบ้านและเอาเข็มน้ำเกลือออกแล้วค่ะ ป้าพยาบาลแกดึงเหมือนถอดปลั๊กค่ะคุณขา ไม่เคยเลยในชีวิตที่ถอดเข็มน้ำเกลือแล้วเลือดชุ่มสำลีขนาดนี้ ยังไม่ทันได้เดินออกจากห้องป้าแกต้องเอาสำลีมาแปะเปลี่ยน เดินออกเองสิค่ะใครจะมาเข็นคุณไปถึงรถเหมือนคุณอยู่ รพ บำรุงราษฎ์ ตอนเดินออกนี่สิสะพรึงค่ะ ตอนเดินเข้าเราไม่ได้สังเกตห้องอื่นเพราะมุ่งหน้าตามพยาบาลไปที่เตียงอย่างเดียว ตอนเดินออกมองไปที่หลายๆห้องคืออาการหนักกว่าเราเยอะเลย น่ากลัวมาก เลยเข้าใจแล้วว่าอาการเรายังไม่ถึงขั้นจริงๆ กลับมาถึงบ้านนอนอย่างเดียวค่ะ กักตัว เวลาทานอาหารก็แยกทาน แยกนอน แยกใช้ห้องน้ำ ทุกอย่างแยกหมดเพราะเราไม่รู้แล้วว่า จริงๆมันคือไข้หวัดใหญ่หรือโควิด เพราะถ้าโควิดคนในบ้านก็จะติดจากเราได้อยู่ รินอยู่บ้านเป็นเดือนไม่ออกจากบ้านเลย ต้องบอกตรงๆว่ากลัวเพราะช่วงนั้นฝรั่งหลายคนยังชิวมาก หน้ากากแทบไม่มีใครใส่ จำได้หาหมอเกือบสิ้นเดือนมีนาคม กักตัว 14 วันเสร็จอาการก็ยังขึ้นๆลงๆ เหนื่อยง่ายมาก ไม่ค่อยอยากทานอาหาร ปวดเนื้อปวดตัว จนเดือนนึงสามีบอกว่าเธอต้องออกไปเดินสูดอากาศแล้ว ก็เลยเริ่มออกไปเดินบ้าง รู้แต่ว่าไปไหนมา จะพก alcohol gel และ spray ตลอดเวลา และล้างมือจนมือแห้ง ตัวงี้ลีบแบน น้ำหนักไม่ต้องพูดถึงไม่ชั่งค่ะ

 

 

ห้องวัดความดัน วัดไข้

 

อันนี้น่าจะเอามาติดเพิ่มช่วยระบายอากาศ

 

เข้า ER ช่วงสิ้นเดือนมีนาคม 2020

 

หมดสภาพค่ะ

 

ห้องส่วนตัวในห้องฉุกเฉิน

 

ยาที่ได้มาหลังจากเป็นปอดอักเสบ

 

เป็นกลางเดือนมีนาคม ออกจากบ้านไปไหนมาไหนจริงๆเดือนพฤษภาคม และเด็กๆได้รับอนุญาตให้แข่งเบสบอลของโรงเรียนได้ โค้ชให้ดูรอบนอกสนามไกลๆ ซึ่งตอนนั้นทุกคนก็จะแยกกันห่างๆ ไม่มีใครนั่งข้างใครนอกจากสามี ภรรยาหรือญาติกันเอง ที่สำคัญไม่มีใรใส่หน้ากาก และหน้ากาก แอลกอฮอล์เจลก็หมดตลาด ซึ่งก็งงหมดตลาดแต่ทำไมไม่มีคนใส่ เราดูลูกจนแข่งจบ ในใจเราคิดว่าเราเป็นโควิดแล้ว เรามีภูมิแล้ว เราคงไม่เป็นอะไรมากอีก จำได้ว่ามีเกมส์นึงที่มีคนติดโควิดพึ่งหายมาดูและที่นี่จะออกจากบ้านได้เมื่อรัฐออกจดหมายให้คุณออกมาได้ เราก็ห่างๆน่ะแต่คิดไปเองว่าที่นี่เหมือนเมืองไทยหรือทั่วโลกทำเหมือนกันว่าต้องเทส negative ก่อนถึงปล่อยตัวออกมาได้ ผู้ชายคนนี้เค้ามาดู เค้ามาทักสามีก่อนก็มีระยะในการคุยน่ะ พ่อแม่คู่นึงเค้าก็ไม่ happy ว่าทำไมพึ่งหายมาทำไม เค้ามาบอกเราทำหลังว่าเค้าโกรธจริงๆ แต่เราไม่ทันได้คิดเยอะขนาดนั้น จำได้ว่าอีกไม่กี่วันเด็กๆแข่งอีกเค้าก็มาดูอีก เราต้องไปเข้าห้องน้ำกลับมาอีกทีเห็นเค้านั่งอยู่ในเตนท์ที่เราเอามา เค้าทานแซนวิชในกล่องที่เราไม่ทาน เพราะเที่ยงแล้วสามีใจดีแบ่งให้เค้าทาน จบเกมส์ก็แยกย้ายกันกลับบ้าน หลังจากนั้นไม่นาน ช่วงสิงหาคม สามีบ่นว่าปวดเมื่อยเหมือนเป็นหวัดแต่ไม่มีใครคิดถึงโควิดเพราะคิดว่ามีภูมิแล้ว ดังนั้นห้ามคิดเช่นนี้เด็ดขาดค่ะ เค้า (โควิด) มาเยี่ยมเราได้ตลอดเวลา เช้ามางานเข้าค่ะ รินปวดหัวมากมากแบบหัวจะระเบิด คิดว่าเป็นไมเกรนหรือสุขภาพเรายังไม่ฟื้นเหมือนเดิม ก็นอนต่อจนตื่นมาอีกทีสามโมงเย็นซึ่งถือว่าผิดปรกติมาก สามียังขับรถไปส่งลูกไปแข่งอยู่ สองสามวันอาการไม่หายไปเลยตัดสินใจต้องตรวจแล้ว ตอนนั้นสิงหคม ระแวกนี้สามารถไปตรวจได้หลายที่แต่ต้องรอผล 3 -10 วัน จริงค่ะอ่านไม่ผิด เค้าจะเขียนว่า 10 วัน แม่เจ้าเพื่อนที่ไทยตรวจรู้ผล 48 ชั่วโมง ทำไมฉันต้องรอ 10 วัน แต่เอาจริงๆสามสี่วันก็รู้ผล หมอที่เทสให้ก็บอกไม่เป็นหรอกอาการไม่เหมือน มีไข้หลายวันแบบนี้น่าจะเป็น Tickborne disease symptoms เพราะมันเป็นช่วงที่คนเป็นเยอะและเรามีไข้ขึ้นๆลงๆและปวดเนื้อตัวมากซึ่งเข้าข่าย แต่หมอก็อยากให้ชัวร์ก็ให้ตรวจเลือดไปด้วย ซึ่งสามีไปตรวจต่อจากรินในวันนั้นเหมือนกัน หลังจากนั้นไม่กี่วันรินได้รับผลเลือดก่อน เม็ดเลือดขาวต่ำมาก ยังบอกสามีว่า เม็ดเลือดขาวต่ำนี่มันติดเชื้อน่ะ แต่ยังไงก็ทำใจดีสู้เสือรอผลก่อน ตอนเช้าที่รู้ผลว่าติดโควิด จำได้ว่าตื่นสายมากและปวดหัวร้าวลงมาถึงคอและไปที่บ่าแบบขยับหัวไม่ได้เลย ร้องห่มร้องไห้ หายใจไม่ออก เจ็บหน้าอก สุดท้ายสามีต้องพาไปฉุกฉินเช่นเคย คราวนี้เรารู้งานแล้ว รู้ว่าสามีเข้าไม่ได้เราโทรบอกโรงพยาบาลแล้ว แต่พอไปถึงเหมือนคนที่อยู่ด้านหน้าไม่รู้เรื่อง เราพยายามยืนไกลๆบอกเค้าว่าเรา Covid positive เชื่อมั๊ย ชีลุกขึ้น ถอยแล้วชี้นิ้วบอกว่าให้เราไปยืนนอกประตู เฮ้ย คือยืนจะไม่ไหวแล้วอ่ะ เดินออกมาสามียืนดูเราอยู่ถามว่าออกมาทำไม เราบอกว่าชีให้ออกมายืนรอข้างนอก คือเราเข้าใจว่าคนกลัวเนอะ สรุปยืนจะไม่ไหว ร้องไห้สะอึกสะอื้น ลงไปนั่งกับพื้นเลยค่ะ รถเข็นฝันไปเลยไม่มีใรเอามาให้ ไม่ถามไถ่ไม่อะไรทั้งนั้น สามีก็ได้แต่ประครองและปลอบ จนสักพักเค้ามาเรียก ผู้หญิงคนเดิมเห็นเราสะอึกสะอื่นก็ถามว่า ที่รักไม่ไหวเหรอ ร้องไห้ทำไม เอารถเข็นมั๊ย จะถึงห้องวัดความดันอยู่แล้วจะมาเอารถเข็นให้ ชิ เลยบอกลีไปว่าไม่ต้องฉันเดินไปเองได้ (หยิ่งด้วยนะ) แต่พอเราหมดอารมณ์ปวดเจ็บตรงนั้นเราก็เข้าใจเค้าว่าเค้าคงกลัว แต่ตอนนั้นอารมณ์ของเราตอนนั้น ปวด เจ็บ โกรธ ถาโถมมาหมด 55 สุดท้ายเดินไปเองค่ะ

 

เดินไปถึง เค้าให้เข้าห้องเดิมหมายเลข 8 ที่เคยเข้ามาตอนเดือนมีนาคม งวดนี้อาการแย่กว่าเดิมตรงปวดหัวและคอมากขยับไม่ได้ แถมมาด้วยไม่ได้กลิ่นคือกินอะไรไม่มีรสชาติ กินข้าวโพดที่หวานมากๆเป็นเฟื่อนไป หมอพยาบาลตอนนี้ไม่มีใส่ชุด PPE เยอะแยะยุ่งยากแล้ว ที่น่ากลัวที่สุดคือพยาบาลที่มาตรวจหัวใจ คือชีท้องชีไม่ใส่มาร์ก ชีไม่มีถุงมือ คือเรานี่ต้องพยายามไม่หายใจแรงๆเรากลัวเค้าติด ไม่กล้าถามด้วยเพราะไม่รู้ว่าทำไมชีถึงไม่ป้องกัน หมอสั่งให้น้ำเกลือทันทีเพราะเราทานอะไรไม่ได้ คือ dehydrate หรือร่างกายขาดน้ำสุดๆ เช็คทั้งหัวใจ ทั้งปอด สุดท้ายหมอเข้ามาเองแนะนำตัว ดีใจที่สุดที่ได้หมอคนฟิลิปปินส์ ชีดูแลดีมาก อธิบายดีมาก ต่างจากครั้งแรกที่เข้าโรงพยาบาลจริงๆ ชีขอทำ CT Scan ปอดเอาให้ชัดๆ สุดท้ายเป็นปอดอักเสบเช่นเดิม คราวนี้หมอบอกเลยว่ายูเป็นปอดอักเสบสองรอบในระยะเวลาสี่เดือน ถือว่าเยอะน่ะ ปอดยูจะอ่อนแอมาก ร่างกายยูต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูนาน ส่วนปวดหัวร้าวลงมาถึงคอ หมอห่วงว่าจะเป็นไข้สันหลังอักเสบแต่ไม่แนะนำให้เช็คทันทีเพราะความเสี่ยงในการตรวจเอาเข็มเจาะไขสันหลังมีความเสี่ยงสูง ให้รอดูว่าทานยาพักผ่อนแล้วดีขึ้นมั๊ย ชีบอกว่าโควิดมันใหม่มากๆสำหรับหมอและทุกคน รักษากันตามอาการจริงๆ รินเลยถามหมอว่าคราวที่แล้วรินเข้ามารินไม่ได้เทสโควิดแต่รินมีอาการเหมือนเดิม โควิดติดอีกได้เหรอค่ะ เสียงพยาบาลที่นั่งพิมพ์ประวัติเราอยู่ตอบเสียงสูงแทนหมอเสียงดังฟังชัด “ได้สิค่ะ !”  หมอเลยบอกว่าตอบไม่ได้ว่าติดได้อีกมั๊ยเพราะมันเป็นโรคที่ใหม่มาก ทำได้แค่พักผ่อนเยอะๆและถ้าไม่ไหวให้กลับมาหรือถ้ากังวลจะนอนที่โรงพยาบาล ไอจะทำเรื่องขออนุมัติก่อน ได้ไม่ได้ต้องรอคำตอบ คือไม่ใช่ว่าหมอบอกให้แอดมิดแล้วจะแอดมิดได้น่ะ คือต้องรออนุมัติ ในเราอยากนอนเพราะเราเพลียมาก เราเลยถามหมอว่า ถ้ายูเป็นไอยูจะอยู่หรือกลับบ้าน หมอบอกว่าอยู่บ้านดีกว่า เราก็เลยตกลงกลับบ้าน ได้รับ Zitromax ยา antibiotic มาทาน รินใช้เวลารวมจากที่ป่วยก่อนเข้าฉุกเฉินเป็นเดือนอีกกว่าจะหายดี ถ้าถามว่าร่างกายเหมือนเดิมหรือไม่ ตอบเลยว่าไม่เหมือน สมัยก่อนทำความสะอาดบ้านชั้นบนชั้นล่างวันเดียวสบายๆ ขัดห้องน้ำสามห้องต่อยังได้ ทุกวันนี้ทำไม่ได้ ยิ่งช่วงหายแรกๆเหนื่อยมากๆ ปวดเนื้อปวดตัวนี่มีมาเป็นพักๆ ปวดหัวแบบไมเกรนมีมาบ้าง สรุปวันที่รินเข้าฉุกเฉินสามีได้ผลตอนเย็นว่าติด รีบส่งสองหนุ่มลูกน้อยกรอยใจไปตรวจผลคือก็ติด ติดกันทั้งบ้านกักตัวร่วมกันอีกรอบ แต่โชคดีเด็กๆไม่มีอาการ สามีแค่อ่อนเพลีย มีแค่รินที่เป็นหนักใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะหาย ก็กักตัวกันไปยาวๆทั้งครอบครัว พร้อมทั้งทำ tournament baseball ต้องจอดสนิท ทั้งโค้ชและเด็กทุกคนที่ close contact กับลูกเราและเราต้องไปตรวจและกักตัวหมด หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นก็ลงข่าวแต่ไม่ลงชื่อ 555 แต่โชคดีที่ไม่มีใครติดเลยสักคนเดียว

 

หมดสภาพกว่ารอบแรก ดูตาสิค่ะ ร้องห่มร้องไห้ไม่มีใครสนใจ

 

บรรยากาศเวลามองบน

 

คราวนี้ต้องได้น้ำเกลือ เพราะร่างกายขาดน้ำ

 

รินเรียนรู้มากมายจากการป่วยครั้งนี้ พออ่านข่าวที่เมืองไทยที่ตอนนี้การระบาดเยอะขึ้นมาก คนก็กลัวคุณภาพของวัคซีนไม่กล้าฉีดและกลัวผลข้างเคียง (เดี๋ยวไว้มีเวลาจะมาเขียนการฉีดวัคซีนให้อ่านค่ะ) บางคนไม่กล้าออกจากบ้าน บางคนผลตรวจออกมาว่าติดโควิดแต่โรงพยาบาลไม่มีเตียงพอ อยากให้ตั้งสติและเตรียมพร้อมลองอ่านที่รินสรุปดูว่ารินรักษาตัวเองอย่างไรที่บ้านอย่างไรบ้าง อยากให้รัฐให้ความรู้ตรงนี้กับประชาชนว่า ติดโควิดดูแลรักษาตัวเองอย่างไรและมีอาการเช่นไรถึงไปหาหมอหรือหมออาจจะรักษาคนไข้ทางบ้านด้วย Virtual call หรือ ใช้ Zoom ดู ทางนี้เค้ามี platform ให้แพทย์ติดต่อกับคนไข้ได้โดยไม่ต้องออกจากบ้านไปคลินิคหรือโรงพยาบาลนะคะ คนที่มีอาการไม่มากเรารักษาตัวเองที่บ้านได้ค่ะ เหลือเตียงและบุคลากรการแพทย์ไว้ให้คนที่จำเป็นจริงๆดีกว่า

  1. อาการแต่ล่ะคนไม่เหมือนกัน และอย่าลืมว่าโควิดไม่มียารักษา ไปโรงพยาบาลหมอก็รักษาตามอาการ ปวดหัวเป็นไข้ก็กินยาลดไข้แก้ปวด ทานอาหารไม่ได้ก็ให้น้ำเกลือ ถามว่าแล้วอยู่บ้านอาการเราเป็นไม่มากก็เหมือนกันค่ะ เตรียมยาแก้ปวด แก้ไข้และปรอทวัดไข้ และที่สำคัญพยายามทานอาหารและดื่มน้ำให้มากๆ ในกรณีของริน ร่างกายรินขาดน้ำเพราะนอนซมอย่างเดียวไม่ได้ทานอะไรเป็นเรื่องเป็นราว เลยเรียนรู้ที่จะมีน้ำเกลือแร่ติดประจำบ้านไว้เลย เกเตอเรทก็ได้ค่ะไปซื้อมาติดไว้ที่บ้านคอยจิบเอา เป็นสิ่งหนึ่งที่ยังไม่เคยอ่านเจอใครแนะนำคนไข้โควิดเลยว่าให้มีน้ำเกลือแร่ติดบ้านเอาไว้ ตอนรินไปโรงพยาบาลครั้งที่สองรู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นเพราะน้ำเกลือ ดังนั้นเรารู้ตัวเองเลยว่าเราขาดน้ำเพราะหลังจากได้น้ำเกลือแล้วเรารู้สึกว่าหัว บ่า ไหล่ คอที่ ปวดๆเนี่ยมันคลาย เวลาไม่สบายจะรู้ตัวว่าต้องพยายามทานอาหารและน้ำ ใครที่ทานอาหารไม่ลง ทานน้ำซุปก็ได้ค่ะ ซื้อซุปกระป๋องติดบ้านไว้ อุ่นทานง่ายๆ หรือสั่งอาหาร delivery มาส่ง เมืองไทยต้องบอกว่าสบายกว่าที่นี่เยอะ แถวที่รินอยู่จะให้มา delivery ก็ราคาสูงมาก อาหารการกินก็ไม่เยอะเหมือนบ้านเรา จำได้ว่าช่วง Lock down อิจฉาเพื่อนที่เมืองไทยมาก สุกี้ ปิ้งย่างนี่ delivery มาถึงที่เลย
  2. แล้วเมื่อไหร่ อาการแบบไหนที่ต้องไปหาหมอ ต้องบอกก่อนว่ารินไม่ใช่หมอนะคะ ดังนั้นรินพูดจากประสบการณ์ของตัวเองและการคุยกับหมอ ถ้าหายใจไม่ออก หายใจขัด เจ็บหน้าอก พูดแล้วเหนื่อย ใจเต้นแรง เริ่มมึนงง ปวดหัวมากๆ พุ่งไปหาหมอค่ะอย่ารอ แต่ก็ไม่ควรตื่นตระหนก หรือจิตตกไป รินอยากให้ลองซื้อที่วัดออกซิเจน (pulse oximeter) ที่ปรกติหมอจะเอาหนีบไว้ตรงนิ้วเรา รินเหนื่อยหอบแต่ระดับออกซิเจนไม่ตก พยาบาลบอกเลยว่าไม่ต้องกังวล ระดับออกซิเจนรินยังดีอยู่ไม่เข้าขั้นวิกฤต รินลองกูเกิลดูว่า ถ้าระดับออกซิเจนต่ำกว่า 92 ควรรีบไปพบแพทย์ แต่ถ้าต่ำกว่า 88 รีบพุ่งไปเลยค่ะ ปรกติระดับออกซิเจนคนปรกติจะอยู่ที่ 95 – 100 ค่ะ ถ้าอยู่ในระดับนี้ไม่ต้องกังวล ไม่แน่ใจในไทยหาซื้อได้ที่ไหน แต่ Amazon มีเยอะมาก บางรุ่นอาจจะมีส่งไทย Amazon เท่าที่เคยลองสั่งส่งที่ไทย เค้าจะรวมภาษีและค่าส่งแล้ว ถ้าไปถึงยอดที่สั่งไม่เกินที่จะเสียภาษีเราขอคืนเงินกับ Amazon ได้ค่ะ ลองกดเช็คดูค่ะ Amazon.comหรือใครจะใส่เป็นแบบข้อมือคล้ายๆนาฬิกาก็มีค่ะเป็น Activity Fitness Tracker
  3. หลายคนแนะนำคนไข้โควิดให้ทานน้ำขิงเยอะๆ รินเป็นคนนึงที่ทำตามเพราะเราอยากหาย อยากดีขึ้น ทุกวันตอนป่วยหลายคนจะส่งข้อความมาว่าเราควรทานอะไรบ้าง หลายคนจะบอกกินขิงน่ะ ต้มน้ำขิงสดน่ะ ต้มค่ะทานวันแรกหอบหืดหายใจไม่ออกก็ไม่ได้คิดว่าเป็นเพราะขิง คิดว่าอาการเรายังไม่ดีขึ้น ปอดคงยังไม่แข็งแรง อีกวันดื่มน้ำขิงต่อ คราวนี้ชักแน่ใจแล้วว่าเป็นเพราะขิงแน่ๆ ขิงมันทำให้เราลมขึ้นค่ะ พอลมตีขึ้นก็หายใจไม่ออกหนักเลย เลยเลิกกิน จำได้ว่าช่วงที่เป็นแล้วอาการไม่ดีขึ้น ได้ Virtual call กับหมอ หมอบอกให้สามีไปซื้อยาลด heart burn หรือกรดไหลย้อนไว้ติดบ้านและให้รินทาน สามีก็งงว่าติดโควิดทำไมให้ไปซื้อยากรดไหลย้อน สรุปแกไปร้านขายยาเจอเภสัช ไปคุยกับเภสัชอีท่าไหนไม่รู้ไม่ซื้อกลับมาให้เมีย มันน่าโดนจริงๆ ส่วนฟ้าทลายโจรมีคนบอกให้ไปซื้อมาทานเช่นกัน แต่ไม่ซื้อไม่ทาน เพราะไปอ่านเจอผลค้างเขียงของคนไทยที่อยู่ที่นี่ทานแล้วแาการทรุด ดังนั้นรอนถือคติว่า อะไรที่เราไม่เคยทานหรืออะไรที่มันไม่ได้มี research มาบอกว่าทานแล้วจะดีหรือได้ผลดี เพราะถ้าทานไปแล้วไม่ดีมันจะทำให้ร่างกายเราทรุดหนักอีกเหมือนน้ำขิง ดังนั้นรินจะเลี่ยงอะไรที่ไม่จำเป็น รักษาตามอาการ พักผ่อนมากๆ ทานน้ำเยอะๆ ทานอาหารตามเวลา รินทานแค่วิตตามินรวมและเพิ่มวิตตามินซีช่วยภูมิต้านทานอย่างเดียวค่ะ แต่วิตามิน D ก็มีวิจัยออกมาว่าดีเช่นกัน ใครสงสัยว่าควรไม่ควรทานอะไร google เลยค่ะ อะไรที่เห็นข้อความตัดมาทานเฟสบุ๊คหรืออินสตราแกรมแบบสั้นๆ มองผ่านไปเลยจริงไม่จริงไม่รู้ ลองหาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ อ่านเยอะๆอย่าอ่านแค่บรรทัดเดียวแล้วเชื่อค่ะ
  4. รัฐที่รินอยู่ถ้าใครติดโควิด เวลาเทสปุ๊ปรัฐจะทราบทันทีและจะมีโทรศัพท์มาเช็คอาการทุกวัน ทุกวันจริงๆไม่มีขาด คือแรกๆเป็นกฎต้องอยู่บ้าน 14 วัน หลังๆไม่แน่ใจวิจัยมีออกมาใหม่ว่าให้อยู่ได้แค่ 10 วันหลังจากมีอาการครั้งแรก และเมื่อครบทางรัฐจะออกจดหมายให้เราออกจากบ้านได้โดยไม่ต้องเทสให้เป็น negative ตรงนี้ที่รินไม่เห็นด้วยในช่วงนั้น รินถามเค้าว่ารินยังไม่ดีขึ้น คุณออกหนังสือให้รินออกจากบ้านได้โดยไม่ได้เทสและรินรู้ตัวว่ารินต้องเอาออกไปแพร่แน่ ปลายสายตอบมาเนียนๆว่าถ้ายูไปตรวจอีกเป็น positive อีก ยูก็จะกลับเข้ามาใน system ไอและกักตัวอีก อ้าวเฮ้ย มันต้องเป็นแบบนั้นม๊ยอ่ะ คราวนี้ย้อนกลับไปว่าทำไมรินติดโควิด จำผู้ชายที่มาดูเบสบอลได้มั๊ยค่ะ ถึงบางอ้อเลยว่ารัฐออกจดหมายให้เค้าออกมาโดยไม่ต้องตรวจซ้ำ! ดังนั้นเค้าอาจจะยังมีเชื้ออยู่และเราอาจจะติดมาจากเค้าก็ได้ อันนี้ก็เป็นสมมุติฐานว่ารินไปติดมาจากไหน และสองสามีภรรยาที่โกรธ เค้ามาถามรินทีหลังว่ารินคิดว่ารินติดมาได้อย่างไร เค้าเลยบอกว่าเค้าคิดว่ารินติดมาจากผู้ชายคนนี้และเพื่อนอีกคนก็คิดเหมือนกัน ดังนั้นคนที่ติดโควิดกักตัวแล้วเทสให้ชัวร์ว่า negative ก่อนออกจากบ้านนะคะ รับผิดชอบต่อสังคมตรงนี้กันนิดนึง
  5. ใส่เสื้อผ้าหลวมๆ ถ้าบ้านมีพื้นที่ ออกมาเดินสูดอากาศบ้างค่ะ หรือใครอยู่คอนโดมีระเบียงก็ออกมาเดินสูดอากาศเบาๆ
  6. ส่วนใครที่ต้องอยู่ร่วมบ้านกับผู้ป่วยโควิด ใส่ Mask ค่ะ ล้างมือบ่อยๆ เช็ดลูกบิดและใช้ spray ฆ่าเชื้อก็จะช่วยได้ แยกกินแยกใช้ ช้อนส้อม   จานชาม มีสามีภรรยาคู่นึง สามีติด ภรรยาอยู่ร่วมบ้าน แต่ภรรยาไม่เคยติด เพราะเค้าแยกทุกอย่างในบ้างอย่างชัดเจน

 

จริงๆอยากแนะนำให้เมืองไทยทำแบบนี้ได้คือคนไม่มีอาการหรือเป็นไม่มาก อยู่บ้านได้ สาธารณะสุขลงทุนนิดนึงโทรเช็คอาการคนติดทุกวัน ของรินอาการสิบวันแล้วไม่ดีขึ้น สาธารณะสุขต้องนัดหมอให้ไปพบเลย แต่ถ้าจะทำให้ดีคือครบ 14 วันรัฐให้ตรวจซ้ำเป็น negative ถึงออกมาใช้ชีวิตปรกติได้ โดยมีหนังสือเป็นทางการว่าอนุญาต ถ้าออกมาก่อนก็ผิดกฎหมายกันไป รินเข้าใจว่าคนติดก็กลัวอยากไปอยู่โรงพยาบาลให้สบายใจ แต่อย่าลืมว่าหลายคนไม่มีอาการ 14 วันในโรงพยาบาล มันไปแย่งพื้นที่ ค่าใช้จ่ายให้คนที่เค้าเป็นมากๆจริงๆเข้าไปรักษาดีกว่า กักตัวเองถ้าไม่ได้มีอาการหรือเป็นเยอะ สาธารณะสุขเพิ่มคนทำงานโทรเช็คคนที่เป็นทุกวันจนครบ วันไหนใครอาการหนักหรือไม่รับโทรศัพท์ต้องเช็คให้แน่ว่าเค้าอยู่ดีมั๊ยหรือต้องมีสายต่อญาติพี่น้องที่อยู่ใกล้ๆที่สามารถให้ข้อมูลสอบถามได้ และถ้าอาการทรุดควรมีที่รองรับทันที เตรียมที่เทสให้พอกับคนที่ติดและเมื่อครบ 14 วันกักตัวก็เทสฟรีให้คนที่ติด ส่วนใครที่เป็น close contact ก็ไม่ต้องตื่นตระหนก กักตัวเองที่บ้านให้ครบถ้าไม่มีอาการก็ไม่ต้องกังวล ถ้ามีอาการก็ไปเทส รินเข้าใจว่าค่าใช้จ่ายในการเทสอาจจะแพงสำหรับบางคน (ที่นี่ลูกๆรินเวลามีใครในทีมติดทีก็วิ่งไปตรวจที ทีนึง $240 ไม่ตรวจก็กักตัวหรือไม่อนุญาตให้เล่นกีฬาหรือไปโรงเรียน มีที่ตรวจฟรีของรัฐแต่รอคิวนานมาก) รัฐน่าจะมีงบตรงนี้และสถานที่ให้เทสฟรีสำหรับคนที่ close contact เป็น drive through ก็ได้ค่ะ จะได้ไม่ต้องแออัดไปแย่งกัน หลายคนบอกรินพูดเหมือนง่ายแต่ทำยาก แต่รินว่าน่าจะทำง่ายกว่าเสียงบน้อยกว่าให้คนติดโควิดทุกคนไปกักตัวอยู่โรงพยาบาล ไปอยู่ Hospitel และช่วยลดความเสี่ยงของหมอพยาบาลที่ต้องมาติดทำให้เราเสียบุคลากรทางการแพทย์ไปอีก คนไทยเก่งๆหลายคนค่ะบางทีเราเอาวิธีของประเทศที่ทำแล้วดีทำแล้วยอดคนติดลดลงมาลองดู มาลองปรับเปลี่ยนตาม ฟังหมอฟังพยาบาล ฟังคนติด เอามาปรับให้เข้ากับสถานการณ์ รินเชื่อว่าเราสามารถทำได้และอาจจะทำได้ดีกว่าหลายๆประเทศเลยก็ได้ค่ะ

 

สรุปนะคะว่าเป็นโควิดแบบรักษาได้เอง ควรมีอะไรไว้ติดบ้านบ้าง

  1. ปรอท
  2. ยาลดไข้ ยาแก้ไอ แก้หวัด แก้ปวด ยาอมแก้เจ็บคอ รักษาตามอาการ อีกอันใครเจ็บคอ เกลือที่บ้านนี่ล่ะค่ะใส่น้ำอุ่นกลั้วคอตลอดเวลา
  3. ที่วัดค่า ออกซิเจน ถ้าตกเมื่อไหร่ หาหมอค่ะอย่าปล่อยให้หอบ หายใจไม่ออกเพราะมันจะลงปอดแล้วรักษายาก พักฟื้นนานเหมือนริน
  4. น้ำเกลือแร่ ซุปไก่ อาหารเหลวที่ทานง่ายๆ ต้องบังคับตัวเองให้ทานค่ะ
  5. วิตามินซี วิตามินรวม หรือ วิตามินที่ทานประจำ อย่าพยายามทานทุกอย่างที่อ่านเจอหรือคนอื่นบอกให้ทาน ดูร่างกายเราเป็นหลักค่ะ
  6. Mask ถ้าอยู่ร่วมกับคนอื่นใส่ไว้ก็ดีค่ะ แอลกอลฮอล์เจล Spray ฆ่าเชื้อ เข้าห้องน้ำเสร็จก็ฉีดค่ะ เดินไปตรงไหน อยู่ตรงไหนนานๆก็ฉีดนิด ล้างมือบ่อยๆ อย่าพยายามอย่าหยิบจับอะไร
  7. ใส่เสื้อผ้าหลวมๆและออกไปเดินสูดอากาศบ้าง อย่านอนอย่างเดียว ออกกำลังกายเบาๆขยับแข้งขาบ้างให้เลือดไหลเวียน

 

โควิดติดแล้วใช้เวลาในการรักษาให้หายค่ะ เป็นแล้วก็อาจจะติดอีกได้ เคยอ่านเจอ research เมื่อปีที่แล้วว่าภูมิอาจจะอยู่กับเราได้ 90 วัน ดังนั้นอย่าชะล่าใจเด็ดขาด ที่รัฐที่รินอยู่ใครที่ติดโควิดมาแล้วภายใน 90 วัน ถ้าไปเป็น close contact กับคนที่ติดไม่ต้องไปเทสเพิ่มค่ะแต่ถ้าเกินต้องเทส โรงเรียนลูกก็ใช้กฎนี้เช่นกัน แล้วก็โกลาหลในการเทสมาแล้วเพราะเราเป็นมาเกิน 90 วัน บ้านรินนี่ตรวจโควิดกันเป็นว่าเล่นเลย อย่าลืมใส่ Mask ออกจากบ้าน ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการเที่ยวในที่คนเยอะๆสักพัก อย่าการ์ดตกค่ะ อย่าลืมว่าทุกครั้งที่ lock down ทุกครั้งที่เกิดการระบาด คนรวยอาจจะไม่เจ็บเท่าคนหาเช้ากินค่ำหรือเจ้าของธุรกิจรายย่อย ก่อนออกไปเที่ยวไปสนุก คิดเยอะๆ คิดนานๆ สนุกแป๊ปเดียว แต่หลายคนต้องมาทุกข์เพราะความสนุกของคุณ ตอนนี้เอาส่วนรวมเป็นที่ตั้งก่อนน่ะค่ะ เอาใจช่วยค่ะขอให้ทุกท่าน Stay safe และปลอดภัยจากโควิดนะคะ อยู่ที่ไหนก็ไม่เหมือนอยู่เมืองไทยจริงๆค่ะ เวลาป่วยอยู่ต่างแดนแล้วคิดถึงบ้านสุดๆ

 

ใครมีคำถาม comment ใต้ Blog นี้หรือ DM มาได้ที่ https://www.instagram.com/rin_minckler

หรือ https://www.facebook.com/rinminckler88

 

*** รินเขียนขึ้นมาจากประสบการณ์การติดโควิดโดยตรง ข้อมูลคือประสบการณ์ของตัวเองดังนั้นอาการอาจจะไม่เหมือนบางคนที่ติดและคำแนะนำนี้เป็นส่วนหนึ่งในประสบการณ์ค่ะ ***

 

Please note that this post contains affiliate links and any sales made through such links will reward me a small commission – at no extra cost for you

 

Feature Photo by Ibrahim Boran

Leave a Reply

Your email address will not be published.